ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 8 โทริอิกลางน้ำ (ฮิโรชิม่า)

ตื่นมาแต่เช้า เพราะยังนี้มีแผนจะไปเที่ยวสองเมือง คือ ฮิโรชิม่า และฮิเมจิ ก่อนจะเข้าสู่มหานครโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น โดยดูตารางเวลารถไฟเรียบร้อย ซึ่งเพื่อนก็มาส่งที่สถานีรถไฟ จากนั้นเพื่อนก็ไปเรียนต่อ เพราะวันนี้ก็เป็นวันจันทร์แล้ว ดังนั้นการเดินทางแบบฉายเดี่ยวของผมก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ขอบคุณเพื่อนผมด้วยนะครับ สำหรับที่พัก และการดูแลผมเป็นอย่างดี ตอนนี้ผมก็ต้องนั่งรถไฟเร็ว (Rapid train) ย้อนไปยังเส้นทางเดิม คือ จากเบปปุ ไปยังฟูกูโอกะ จากนั้นจึงเปลี่ยนไปนั่งรถไฟหัวจรวจ (Bullet train) ที่คนไทยคุ้นเคยกับชื่อ ชินคันเซน นั่นแหละครับ โดยใช้เวลาช่วงแรกประมาณ 1 ชั่วโมง และช่วงสองอีกประมาณ 1 ชั่วโมงเช่นกัน ระหว่างทางผมก็หยิบเจ้าขนมที่ซื้อมาจากเบปปุมาชิมซะหน่อย เพราะสายแล้วเริ่มหิวซะแล้วล่ะครับ ด้านหน้าเขียนไว้ว่าเป็น “Soft sponge cake” มาชิมกันดูครับว่าจะนุ่มขนาดไหน

Soft sponge cakeแกะห่อกระดาษแล้วก็เห็นเค้กก้อนน้อยสีเขียวอ่อนๆ จากนั้นก็บิเพื่อดูไส้ข้างในกันครับ ต้องขอโทษจริงๆที่ลืมไปแล้วว่าเป็นไส้อะไร แต่เนื้อเค้กนุ่มมากๆครับ เมื่อมาถึงฮิโรชิม่าแล้วก็ต้องเปลี่ยนรถไฟอีกรอบ เพราะเราจะนั่งออกไปนอกเมืองที่สถานีมิยาจิมะกูจิ (Miyajimaguchi) ด้วยรถไฟ JR สาย Sanyo โดยใช้เวลาเดินทาง 26 นาที เกือบลืมบอกไปว่ารถไฟที่ญี่ปุ่นเนี่ย เวลาออกในตาราง รถไฟก็จะออกตามเวลานั้นเป๊ะๆเลยนะครับ โดยรถไฟจะเข้าเทียบชานชาลาก่อนหน้าเวลาเล็กน้อย ดังนั้นถ้ามาสายกว่าตารางเวลาแค่นาทีเดียว ก็คงจะต้องรอขบวนหน้ากันเลยล่ะครับ เมื่อมาถึงสถานีมิยาจิมะกูจิแล้ว เราก็ไปยังท่าเรือซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสถานีนัก ออกจากสถานีก็จะเห็นอาคารอยู่ใกล้ๆกันครับ สำหรับผู้ที่ถือบัตร JR ก็เบ่งได้เต็มที่เลยครับ เพราะเราสามารถใช้บัตร JR Rail Pass ในการใช้บริการเรือเฟอรี่ของ JR ได้ฟรีครับ โดยใช้เวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

ระหว่างที่นั่งเรือไปก็ดูวิวทิวทัศน์รายรอบ เพราะเป็นครั้งแรกสำหรับการนั่งเรือเฟอรี่ในประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาไม่นานนักก็เห็นโทริอิแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่ช่วงเวลาที่ไปเป็นช่วงเวลาน้ำลง จึงไม่ได้เห็นเสาโทริอิอยู่กลางน้ำดังที่ตั้งใจ

โดยเกาะเจ้าอิตสึคุชิมะ หรือคนทั่วๆไปติดปากว่า เกาะมิยาจิม่า มีจุดเด่น คือ ศาลเจ้าอิตสึคุชิมะ(Itsukushima Shrine) ถือเป็นสัญลักษณ์ของเกาะมิยาจิม่าด้วยเหตุที่มีอาคารยื่นออกมาในน้ำ และเมื่อเวลาที่น้ำขึ้นสูงสุดก็จะเห็นเสมืองว่าอาคารแห่งนี้ลอยอยู่บนน้ำนั่นเอง นอกจากนี้เสาโทริอิที่เป็นเสมือนประตูบอกเขตศาลเจ้าก็สร้างในน้ำเช่นกัน โดยห่างออกมาจากศาลเจ้าประมาณ 200 เมตร ด้วยความสวยงามนี้เองจึงทำให้ได้รับการยกย่องว่ามีทิวทัศน์ที่สวยติดหนึ่งในสามของญี่ปุ่นเลยทีเดียว นอกจากนี้ศาลเจ้าอิตสึคุชิม่า ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2539

เมื่อออกจากท่าเรือมาก็เห็นกวางเดินเล่นอยู่ทั่วไป ดูเหมือนจะเชื่องทีเดียว แต่ก็มีป้ายเตือนอยู่เหมือนกัน ยังไงก็เก็บสัมภาระให้ดีๆนะครับ โดยเฉพาะ JR Pass มิเช่นนั้นอาจจะกลายเป็นอาหารของกวางไปได้ และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริงๆ ทาง JR ก็ไม่รับผิดชอบนะครับ จะไม่มีการออกตั๋วใหม่ให้

เมื่อเข้ามายังเขตของศาลจเจ้าจะพบกับบ่อน้ำเล็กๆ พร้อมกับกระบวย เนื่องจากไปคนเดียวก็สงสัยเหมือนกันว่ามีไว้ทำอะไร ก็เลยสังเกตชาวญี่ปุ่นคนอื่น ก็เห็นใช้กระบวยตักน้ำล้างมือ และตักน้ำเข้าปาก แล้วก็บ้วนทิ้ง ซึ่งมารู้ทีหลังว่าการกระทำดังกล่าวก็คือ การชำระล้างตนเองให้บริสุทธิก่อนเข้าสู่เขตศาลเจ้านั่นเอง เพราะฉะนั้นเวลาจะเข้าศาลเจ้าที่ญี่ปุ่นก็อย่าลืมชำระล้างตนเองด้วยนะครับ

เกร็ดความรู้

เวลาไปวัดที่ประเทศญี่ปุ่น ทุกวัดจะมีการจัดตั้งบ่อน้ำไว้บริเวณทางเข้าวัดเพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้สะอาด โดยบริเวณบ่อน้ำจะมีกระบวยวางอยู่ วิธีที่ถูกต้องคือใช้กระบวยตักน้ำล้างมือขวา จากนั้นล้างมือซ้ายและบ้วนปาก ท้ายสุดให้ใช้มือจับที่ปลายไม้ของกระบวยแล้วค่อยๆยกตั้งฉากเพื่อให้น้ำไหลล้างผ่านกระบวย เสร็จแล้ววางที่เดิม

นอกจากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่เห็นก็คือ เจ้าไม้ที่มีกระดาษสีขาวติดอยู่ เท่าที่เคยเห็นในการ์ตูน หรือหนังญี่ปุ่น เหมือนจะเป็นไม้ศักสิทธิ์เอาไว้ขับไล่ภูตผีปีศาจหรือสิ่งที่ไม่ดีออกจากตัวเรา จากเท่าที่สังเกตดูคนญี่ปุ่นที่มาก็จะนำเอาไม้นี้มาปัดๆตัวเอง

จากนั้นก็เข้าสู่ศาลเจ้า ซึ่งผมก็เก็บภาพสวยๆไปเรื่อยๆ โดยพยายามจะถ่ายตัวเองด้วย ซึ่งก็ไม่ได้ทำยากนัก แต่แน่นอนว่าถ่ายเอง ระยะก็เป็นอุปสรรคอย่างนึง มีคนญี่ปุ่นคนนึงเห็น จึงเข้ามาเสนอตัวว่าจะช่วยถ่ายให้ แหม คนญี่ปุ่นนี่มีน้ำใจจริงๆนะครับเนี่ย เนื่องจากเป็นประเทศญี่ปุ่นจึงไว้ใจได้ หากเป็นบางประเทศระวังนะครับ เพราะกล้องที่คุณยื่นไป อาจจะไม่ได้กลับมาสู่มือคุณอีกเลยก็เป็นได้

O-torii

นอกจากศาลเจ้านี้แล้วสิ่งที่สะดุดตาก็จะมีเจดีย์ 5 ชั้นที่ตั้งอยู่ห่างไปแค่นิดเดียว รวมถึงหอที่เก็บของเก่าแก่ไว้ด้วย และหากใครอยากจะพิชิตเขาบนเกาะนี้ก็ทำได้ง่ายโดยการนั่งกระเช้าขึ้นไป แต่ผมเองไม่มีโอกาสครับ เพราะฮิเมจิรอคอยผมอยู่ แต่ดูจากเวลาแล้ว เริ่มไม่แน่ใจซะแล้วว่าจะไปทันชมปราสามที่ว่ากันว่าสวยที่สุดในญี่ปุ่นทันรึเปล่า เพราะเดี๋ยวต้องนั่งเรือข้ามกลับไป แล้วก็ต่อรถไฟกลับไปยังสถานีหลักเพื่อต่อชินคันเซ็นอีกทีครับ มาช่วยผมลุ้นด้วยนะครับว่าจะไปทันมั้ย

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | ติดป้ายกำกับ , | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 7 เปลืองตังค์ปาจิงโกะ

จากที่ได้ทิ้งท้ายไว้สำหรับปาจิงโกะ ขอออกตัวไว้ก่อนนะครับ ผมเองไม่ใช่ผีพนันแค่อยากลองเล่นสนุกๆเท่านั้น มาถึงถิ่นแล้วทั้งที ขอมีประสบการณ์ในการเล่นปาจิงโกะสักหน่อยเถอะ และเผื่อจะโฃคดีประหยัดตังค์ค่าข้าวได้บ้าง เมื่อเข้าไปด้านในก็จะเห็นเจ้าเครื่องเล่นปาจิงโกะตั้งเรียงรายกันอยู่มากมายหลายแถว และแถวนึงก็หลายสิบตัวเลยทีเดียว จะว่าไปบรรยากาศก็คล้ายๆกับสล็อต (slot machine) นั่นแหละครับ การเล่นเจ้าปาจิงโกะก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ เริ่มจากใส่เงินเข้าไป จากนั้นก็จะมีลูกเหล็กจำนวนตามเงินที่ใส่ลงไปหล่นลงมา แล้วก็เล่นคล้ายๆกับเจ้าพินบอลเลยครับ ยิงลูกเหล็กขึ้นไป ซึ่งคุณจะยิงเองทีละลูก หรือจะตั้งให้เครื่องยิงลูกอัตโนมัติไปเรื่อยๆ เมื่อยิงลูกไปแล้วลูกเหล็กก็จะผ่านเข็มเล็กๆจำนวนมากลงไปสู่ด้านล่าง ถ้าโชคดีลูกเหล็กหล่นลงไปในฃ่องที่กำหนดไว้ ก็จะโชคดีได้ลูกเหล็กมาเพิ่ม ซึ่งคุณจะเล่นต่อไปเรื่อยๆก็ได้ หรือถ้าพอแล้วก็นำลูกเหล็กที่มีอยู่ไปแลกเป็นเงิน หรือของรางวัลตามที่กำหนดไว้ได้ครับ

ลืมบอกไปนิดนึง เนื่องจากการเล่นแบบนี้ก็เหมือนการพนันรูปแบบนึง จึงมีการกำหนดอายุของคนที่จะเข้าไปเล่นได้ด้วยนะครับ คือ ต้องมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไปนะครับ ใครคิดว่าตัวเองอายุเกิน แต่หน้ายังละอ่อนอยู่ก็พกพาสปอร์ตติดตัวไปด้วยนะครับ

ผลการเล่นเป็นยังไงน่ะเหรอครับ ก็เสียเงินค่าประสบการณ์ไปนิดหน่อยครับ ไม่ได้เยอะอะไร เพราะผมยังต้องเก็บตังค์ไว้สำหรับวันที่เหลืออยู่น่ะครับ ถ้าได้ไปจะไปลองนิดนึงก็ได้นะครับ ถ้าได้ก็มาแบ่งให้ผมได้นะครับ แต่ถ้าเสียอันนี้ไม่เกี่ยวนะครับ

Katsudonหลังจากสบายใจที่ได้เสียตังค์กับการเล่นปาจิงโกะไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะไปหาอะไรเข้าท้องแล้ว โดยมื้อนี้ก็มาต่อกับอีกหนึ่งเมนูสุดโปรดของผม นั่นก็คือ คัตซึด้ง เอาเจ้าหมูชุบเกร็ดขนมปังทอด หรือทงคัตซึ ไปใส่ในกระทะแบบที่ไม่ลึกนัก จากนั้นก็นำไปตุ๋นกับน้ำซอสที่หลักๆก็ทำมาจากโชยุ และปลาแห้ง เมื่อซอสเข้าเนื้อก็ราดไข่ลงไป รออีกสักนิดพอให้ไข่สุก ก็ยกขึ้นมาแล้วนำไปราดบนข้าวสวย ปิดฝาให้ดีเพื่อเก็บความร้อนไว้ แล้วยกมาเสิร์ฟให้เราได้กินกัน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ร้านเด่นดังมากนัก แต่ก็บอกได้คำเดียวเลยว่า สุโค่ย

กินอิ่มแล้วก็ถึงเวลากลับที่พัก ซึ่งระหว่างการนั่งรถไฟท้องถิ่นกลับไปยังที่พัก ก็เห็นว่าบนชั้นชานชาลานั้นจะมีห้องตั้งอยู่ ซึ่งห้องนี้มีไว้สำหรับหลบหนาวนั่นเองครับ เพราะบางครั้งเราอาจจะต้องรอรถไฟนาน จึงสามารถมาหลบหนาวที่ห้องนี้ก่อนได้ ส่วนหน้าร้อนจะเปิดแอร์รึป่าวก็ไม่แน่ใจครับ เพราะช่วงเวลาที่ผมไปอากาศก็ยังเย็นๆอยู่เลย เมื่อถึงที่พักก็ดูตารางเวลารถไฟอีกที เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยลุยเดี่ยวของผมในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเราจะไปลุยกันที่ฮิโรชิม่า เพื่อไปชม “โทริอิ” หรือประตูศาลเจ้ากลางน้ำที่เกาะมิยาจิม่า พรุ่งนี้การเดินทางของผมจะเป็นเช่นไร จะพลาดอะไรอีกรึเปล่า มาติดตามกันต่อไปได้ครับ

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 6 เปิดซิงออนเซ็น

เมืองเบปปุ เป็นเมืองเล็กๆทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่นที่หลายๆคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบการแช่น้ำแร่ร้อนๆ หรือออนเซ็น น่าจะเคยได้ยินชื่อเมืองนี้บ้าง เนื่องจากเป็นเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงเรื่องออนเซ็นเมืองหนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว ดูจากรูปได้เลยครับมีป้ายโฆษณาออนเซ็นเพียบเลย เนื่องจากผมเองก็ไม่ได้ทำการบ้านมา ก็เลยให้เพื่อนผมเป็นคนช่วยเลือกสำหรับการเปิดซิงลงออนเซ็นในญี่ปุ่นของผม แต่สำหรับโปรแกรมนี้เราจะเอาไว้ช่วงเย็น แต่ตอนนี้เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า เพราะพยาธิในท้องก็เริ่มจะออกมาร้องเพลงประสานเสียงยิ่งกว่ากลีคลับซะอีก

Udon with chickenสำหรับอาหารขึ้นชื่ออย่างนึงของญี่ปุ่นย่อมหนีไม่พ้นบะหมี่แน่นอน และสำหรับมื้อนี้เราก็จะมาอิ่มอร่อยกับอุด้ง บะหมี่ชนิดเส้นขาว เนื้อเหนียวนุ่ม อยู่ในน้ำซุปร้อนๆที่แต่ละร้านก็จะมีสูตรเฉพาะตัวแตกต่างกันไป เสิร์ฟมาพร้อมกับเนื้อไก่สุกกำลังดี ซึ่งบะหมี่ที่ญี่ปุ่นเนี่ยถึงแม้ว่าราคาจะดูแพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพขอคนไทย แต่รับรองว่าเส้นที่ใส่มาให้แบบเต็มๆก็จะทำให้ชามเดียวอยู่แน่นอน สำหรับเพื่อนผมก็หนีไม่พ้นซุปแบบกิมจิครับ ก็เพื่อนผมคนเกาหลีนี่นา อาหารสุดโปรดที่คุ้นลิ้นยังไงก็ต้องเป็นเจ้ากิมจินี่แหละครับ มาพร้อมกับเป็ด และงาขาวให้กลิ่นหอมเย้ายวนใจสุดๆ

Kimchi Udon with Duck

จากนั้นเพื่อนผมก็พาไปดูมหาวิทยาลัย APU (Ritsumeikan Asian Pacific University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติตั้งอยู่ที่เมืองเบปปุนี่แหละครับ นักเรียนก็มาจากหลายประเทศทีเดียว รวมถึงประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน มหาลัยตั้งอยู่บนเขาเลยทีเดียวครับ ใช้เวลาเดินทางจากในเมืองมาประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ก็เดินดูบรรยากาศโดยรอบทั้งสนามกีฬา และอาคารต่างๆ

ระหว่างเดินๆอยู่ก็สะดุดกับเจ้าถังขยะที่ตั้งเรียงรายกัน 5 ถังติดๆกัน และแต่ละถังก็มีช่องใส่ขยะไม่เหมือนกันอีกต่างหาก แน่นอนว่าคงมีวัตถุประสงค์อะไรซ่อนอยู่แน่นอน ซึ่งก็คือการแยกประเภทของขยะนั่นเอง ซึ่งครั้งหนึ่งเมืองไทยก็มีเจ้าถังเขียว กับเหลือง ที่เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ก็คงไม่ได้ใส่ใจกันเท่าไหร่นัก แต่ที่ญี่ปุ่นจริงจังมากทีเดียว ถ้าจะแยกหลักๆก็จะมีขยะ 2 ประเภท คือ ขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Recycle) หรือขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ซึ่งขยะประเภทแรกก็จะแยกถังออกมาได้อีกหลายใบ เช่น หนังสือพิมพ์ ขวดพลาสติก ขวด/กระป๋อง เป็นต้นครับ ฉะนั้นถ้าได้ไปที่ญี่ปุ่นก่อนจะทิ้งอะไรลงถังก็ดูด้วยนะครับ เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเรามาจากหลังเขา

Onsenหลังจากที่ได้เดินเรียกเหงื่อกันพักใหญ่แล้ว ก็ถึงเวลาผ่อนคลายกันแบบสุดๆ กับการแช่ออนเซ็น ซึ่งเป็นครั้งแรกของผมจริงๆกับการแช่ออนเซ็นในประเทศญี่ปุ่น อยู่เมืองไทยก็เคยบ้างกับการแช่น้ำพุร้อนที่จังหวัดเชียงใหม่ สำหรับการแช่ออนเซ็นเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นนิยมกันมากทีเดียว เนื่องจากเป็นการแช่น้ำแร่ร้อนๆ ที่เชื่อกันว่าดีต่อสุขภาพนักแล การแช่ออนเซ็นนั้น เป็นการแช่น้ำในบ่อรวม ดังนั้นก่อนที่จะลงไปแช่เราก็จะต้องทำความสะอาดร่างกายเราให้เรียบร้อยซะก่อน เข้าไปด้านในเสร็จก็จะมีตระกร้าเพื่อให้ใส่เสื้อผ้า และข้าวของส่วนตัวทั้งหลาย เกือบจะลืมบอกไปว่าการจะแช่ออนเซ็นเนี่ยต้องเข้าไปแบบไม่มีเสื้อผ้าติดตัวสักชิ้นนะครับ ชุดว่ายน้ำก็ไม่ได้นะครับ แหม เพศเดียวกันก็มีเหมือนกันหมดอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าไปอายครับ อีกอย่างที่ต่างประเทศหลายๆประเทศก็เป็นเรื่องปกติมากๆเลยด้วย หลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้วก็ไปชำระล้างร่างกายกันได้ โดยจะมีผ้าขนหนูผืนเล็กๆหนึ่งผืนที่นำเข้าไปได้ครับ เพื่อเอาไว้เช็ด และขัดถูร่างกาย สำหรับออนเซ็นแต่ละที่ก็จะมีแร่ธาตุแตกต่างกันไปนะครับ ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับก็จะต่างกันไปเช่นกัน ออนเซ็นที่ผมไปวันนี้นั้นมีทั้งอ่างในร่ม และอ่างด้านนอกที่ระหว่างแช่น้ำก็สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ไปด้วย จะว่าไปการแช่ออนเซ็นก็ทำให้สบายตัวทีเดียวเลยนะครับ ถ้าได้ไปญี่ปุ่นก็อย่าลืมหาโอกาสไปแช่ออนเซ็นด้วยล่ะ

หลังจากแช่ออนเซ็นจนตัวเบาแล้ว เราก็จะไปเดินเล่นรับลมกันริมทะเลกันครับ ท้องน้ำสีครามกว้างยาวสุดลูกหูลูกตา มีภูเขาเป็นฉากหลังอยู่บ้าง และในบริเวณใกล้ๆก็จะมีสวนสาธารณไว้ให้ได้เดินเล่นกัน

พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นตึกใหญ่ที่ใช้ไฟสีเหลืองสดใสประดับ พร้อมทั้งเปิดเพลงเสียงดังเรียกร้องความสนใจของผู้คนละแวกนั้น หน้าตึกมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษเขียนไว้ว่า “Pachinko-Slot” ได้เห็นคำว่าปาจิงโกะ ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที เนื่องจากอ่านในการ์ตูนมาเยอะ อยากรู้เหลือเกินว่าเป็นยังไง เล่นยังไงกัน ทำไมถึงจะต้องมีเจ้าลูกเหล็กด้วย ว่าแล้วก็ไม่รอช้าชักชวนเพื่อนเข้าไปทันที

บรรยากาศภายในจะเป็นอย่างไร และวิธีการเล่นจะเป็นยังไง แล้วผมจะมีโชคกับการเล่นเจ้าปาจิงโกะนี้บ้างรึเปล่า รอติดตามกันได้ในตอนหน้าครับ

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | แสดงความคิดเห็น

โปรโมชั่นสายการบิน

เพื่อความสะดวกของนักเดินทางทั้งหลายที่อยากจะรู้เกี่ยวกับโปรโมชั่นของสายการบิน ผมจึงจะรวบรวมโปรโมชั่นของสายการบินต่างๆที่ผมได้เห็นมาลงไว้ในนี้ และจะคอย update อยู่เรื่อยๆนะครับ

ทวีปเอเชีย

ประเทศญี่ปุ่น

 ANA - Thailand

เส้นทางไทยไปญี่ปุ่น ราคาเริ่มต้นที่ 15,000 บาท

ยังไม่รวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงเดือนสิงหาคม 2554

ประเทศไต้หวัน

Home - logo KLM Royal Dutch Airlines

เส้นทางกรุงเทพ-ไทเป ราคาเริ่มต้นที่ 9,055 บาท

รวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงเดือนสิงหาคม 2554

ประเทศฮ่องกง

เส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง ราคาเริ่มต้นที่ 7,795 บาท (บินด้วย Airbus A380-800)

รวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง  

ทวีปยุโรป

สายการบินอียิปต์ (Egypt Air)

ราคาเริ่มต้นประมาณ 22,000 บาท

ราคาดังกล่าวรวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง

http://www.egyptair.com/English/Pages/Default.aspx

สายการบินเอทิฮัท (Etihad airlines)

เส้นทางกรุงเทพไปยังเมืองต่างๆในทวีปยุโรป

ราคาเริ่มต้นที่ 20,430 บาท

ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2554 

เดินทางได้ระหว่างวันที่ 4 เม.ย. – 30 มิ.ย. 54

ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.kmt.co.th/catalog.php?idp=2067

สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์

เส้นทางกรุงเทพไปยังเมืองต่างๆในทวีปยุโรป

ราคาเริ่มต้นที่ 31,950 บาท

ราคาดังกล่าวรวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2554 

เดินทางได้ระหว่างวันที่ 18 มี.ค. – 31 พ.ค. 54

เส้นทางกรุงเทพไปยังเมืองต่างๆในทวีปยุโรป

ราคาเริ่มต้นที่ 36,210 บาท (เส้นทางกรุงเทพ-เจนีวา)

ราคาดังกล่าวรวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง

สายการบินลุฟธันซ่า

Lufthansa

เส้นทางกรุงเทพไปยังเมืองต่างๆในทวีปยุโรป

ราคา37,000 บาท (Frankfurt) และ 40,500 บาท (สำหรับเมืองอื่นๆ)

ราคาดังกล่าวรวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 

เดินทางได้ระหว่างวันที่ 10 เม.ย. – 31 ต.ค. 54

ทวีปอเมริกา

ประเทศสหรัฐอเมริกา

delta.com

เส้นทางกรุงเทพไปยังเมืองลอสแองเจลิส/ซานฟรานซิสโก/นิวยอร์ค

ราคาเริ่มต้นที่ 26,250 บาท

รวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงเร็วๆนี้

ANA - Thailand

เส้นทางไทยไปสหรัฐอเมริกา ราคาเริ่มต้นที่ 28,000 บาท

ยังไม่รวมภาษี และค่าเชื้อเพลิง ตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงเดือนสิงหาคม 2554

โพสท์ใน การวางแผนการเดินทาง | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 5 ตะลุยต่างแดน (เมืองเบปปุ และยูฟูอิน ณ ประเทศญี่ปุ่น 2)

การเปลี่ยนรถไฟที่ฟูกูโอกะก็ยังเป็นไปได้ด้วยดี จนทำให้ผมคิดว่าการเดินทางไปเจอเพื่อนของผมน่าจะเป็นไปได้ด้วยดี และไม่มีอุปสรรคใดๆ แต่แล้วความคิดนั้นก็ผิดถนัดเมื่อผมลงที่สถานีตามที่นัดเพื่อนไว้ แต่เดินจนทั่วสถานีแล้วก็กลับไม่เจอเพื่อนผมแต่อย่างใด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผมลงถูกสถานี หรือว่าเพื่อนผมยังมาไม่ถึง แต่จะคิดไปคนเดียวก็ไม่มีประโยชน์ ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ที่ยืมจากพี่ที่ทำงานมาโทรหาเพื่อน (สมัยนั้นผมยังไม่ได้ใช้โทรศัพท์ที่มีรองรับความถี่ระบบ 3G น่ะครับ ซึ่งถ้าคุณต้องการจะนำโทรศัพท์มือถือคุณไปใช้งานที่ญี่ปุ่น การเปิด Roaming อย่างเดียวไม่พอนะครับ โทรศัพท์จะต้องใช้ 3G ได้ด้วย)

เมื่อโทรคุยกับเพื่อนผม ประกอบกับการดูแผนที่ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณสถานีทำให้ผมรู้ว่าผมลงผิดสถานีนี่เอง ผมจะต้องนั่งรถไฟย้อนไปหนึ่งสถานี ว่าแล้วผมก็ไปยืนอยู่ตรงชานชาลารถไฟ ระหว่างที่กำลังยืนรออยู่นั้น เหตุการณ์ที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น รถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูงวิ่งผ่านผมไป ด้วยความเร็วของรถไฟที่วิ่งผ่านทำให้เกิดแรงดูดเข้าหาตัวรถไฟ ผมตกใจมากเลยรีบนั่งลงทันที เมื่อรถไฟผ่านไปผมก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ผมได้ยืนเลยเส้นสีเหลืองที่ขีดยาวตลอดชานชาลา ผมจึงประจักษ์กับตัวเองทันทีถึงความสำคัญของเจ้าเส้นนี้ ทั้งๆที่ในเมืองไทยเองก็มีการเตือนที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอยู่เป็นประจำ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ซึ่งหากว่ารถไฟจอดที่สถานีก็จะไม่เป็นไร แต่ในกรณีที่รถไฟไม่ได้จอดที่สถานีนั้น และแล่นผ่านด้วยความเร็ว อันตรายก็ย่อมจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เวลาใช้รถไฟก็ระมัดระวังกันด้วยนะครับ

ผ่านนาทีวิกฤตินั้นไปแล้ว ผมก็ถอยตัวเองไปชิดกับผนังเลยทีเดียว จากนั้นรออีกสักพักก็มีรถไฟท้องถิ่นเข้าจอดที่สถานี เพียงไม่กี่นาทีผมก็จะไปถึงยังจุดนัดหมายของเพื่อนชาวเกาหลีของผม รู้สึกดีใจแบบบอกไม่ถูก คงเกิดจากสองเหตุผลทั้งดีใจที่ได้เจอเพื่อนซึ่งไม่ได้เจอกันมาหลายปี และดีใจที่จากจุดนี้จะมีเพื่อนที่คอยช่วยผมในการพาเที่ยวตลอด 2 วันในเบปปุ

เมื่อไปถึงเพื่อนผมก็พาไปยังที่พักของเค้า ซึ่งเป็นห้องขนาดเล็กๆในหอพักนักศึกษา ซึ่งภาพตอนแรกในหัวผมน่าจะเป็นห้องขนาด 20 ตารางเมตรเป็นอย่างน้อย แต่เมื่อไปถึงผมก็ต้องตกใจ เพราะในห้องคับแคบทีเดียว สามารถวางได้เพียงเตียง และโต๊ะจริงๆ รู้แบบนี้ผมน่าจะไปพักโรงแรมมากกว่า ไม่ใช่ว่าอะไรหรอกครับ แต่เกรงใจเพื่อนมากกว่า อย่างไรก็ตามเหตุผลหลักที่พักกับเพื่อน เนื่องจากจะได้คุยเรื่องราวต่างๆกันได้แบบทั้งคืน

หลังจากเก็บข้าวของในห้องเพื่อนวันนี้ผมจะออกเดินทางกันต่อจากเบปปุไปยังเมืองยูฟูอินที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่คราวนี้จะไม่ได้ใช้รถไฟ แต่เพื่อนผมจะขับรถพาไปครับ ระหว่างทางที่ไปผมประทับใจกับทิวทัศน์ข้างทางที่แม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรพิเศษมากนัก แต่การขับรถเปิดกระจกรับลมเย็นๆ พร้อมชมต้นไม้เขียวชอุ่มสองข้างทางไปด้วย แค่นี้ก็ทำให้ความเหนื่อยจากการทำงานมลายหายไปได้ง่ายๆ และเมื่อไปถึงที่ยูฟูอิน

จุดหมายหลักก็คือ ทะเลสาบที่น้ำใสสะอาด สะท้อนภาพของภูเขาและต้นไม้รายรอบ เป็นบรรยากาศเรียบๆที่ผมชอบเอาซะมากๆเลยทีเดียวครับ ถ้าได้มีคนรู้ใจนั่งจับมือกันไปด้วยคงจะดีไม่น้อย

หลังจากที่ดื่มด่ำกับความเงียบสงบ และอากาศที่บริสุทธิ์ ก็ถึงเวลาที่จะกลับไปยังเมืองเบปปุกันแล้ว เนื่องจากวันนี้ผมก็เดินทางมาทั้งวันจริงๆ ถึงเวลาที่จะหาอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ เพื่อนผมพาไปกินข้าวหน้ากุ้งเทมปุระร้านดังของเมือง กุ้งที่ลอกเปลือกออกนำไปชุบแป้งก่อนจะนำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ จนแป้งข้างนอกกรุบกรอบ นำมาสะเด็ดน้ำมันวางลงบนข้าวญี่ปุ่นเม็ดกลมจากนั้นราดด้วยน้ำซอส แค่นี้ก็ทำให้ค่ำนี้ของผมเปรมปรีดิ์เต็มที่เลยทีเดียว

สัญลักษณ์อย่างนึงของเมืองเบปปุก็คือ Beppu tower นี่เองครับ แม้ว่าจะไม่สูงนัก แต่เนื่องจากที่นี่ก็เป็นเมืองไม่ได้ใหญ่นัก ด้วยความสูงเพียงแค่ 100 เมตร ก็โดดเด่นเป็นสง่าแล้ว พรุ่งนี้เราค่อยไปสัมผัสประสบการณ์ที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วสมควรที่จะต้องลองเป็นอย่างยิ่งเลย นั่นก็คือ ออนเซน โดยเฉพาะเมืองเบปปุถือเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้มากๆเลยด้วย บรรยากาศจะเป็นยังไง และการเดินทางในญี่ปุ่นของผมจะมีอะไรลุ้นระทึกอีกหรือไม่ ติดตามกันได้ในตอนต่อไปครับ

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | แสดงความคิดเห็น

การซื้อตั๋วเครื่องบิน

 สำหรับการเดินทางจากประเทศไทยไปยังต่างประเทศนั้น ในปัจจุบันมีสายการบินให้บริการเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการบินตรง (Direct flight) หรือการบินแบบที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง (Transit) ซึ่งแน่นอนว่าการบินตรงจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางน้อยที่สุด จึงถือเป็นตัวเลือกแรกๆสำหรับการเดินทาง อย่างไรก็ตามในบางครั้งเราอาจจะลองดูสายการบินที่มิได้บินตรงบ้างก็ได้ หากว่ามีโปรโมชั่นที่ดีมากๆ จนคุ้มค่ากับที่จะต้องเสียเวลาในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น หรือหากว่าคุณเป็นคนนึงที่อยากจะใช้โอกาสให้คุ้มกับการเที่ยว 2 ประเทศในทริปเดียว เพราะหลายสายการบินสามารถให้คุณสามารถอยู่เมืองที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่องได้ชนิดข้ามวัน ดังนั้นก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เที่ยวเพิ่มมากขึ้น แต่ในรายละเอียดก็ต้องสอบถามแต่ละสายการบินดูอีกทีนะครับ

การซื้อตั๋วเครื่องบิน

1. การซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน การซื้อในรูปแบบนี้เป็นที่คุ้นเคยของหลายๆคน เนื่องด้วยความง่าย และสะดวกเพียงแจ้งจุดหมายปลายทาง พร้อมวันเดินทางให้กับเจ้าหน้าที่ เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย นอกจากนี้ตัวแทนก็ยังช่วยให้เราสามารถเปรียบเทียบราคาของแต่ละสายการบินได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ถือเป็นทางเลือกที่สะดวกทีเดียว อย่างไรก็ตามก่อนจะซื้อ หากคุณมีเวลา อยากจะแนะนำให้อ่านข้อสองก่อนด้วย

2. การซื้อด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์สายการบิน ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางอินเตอร์เน็ตที่เข้าถึงได้อย่างง่ายดาย สายการบินจึงเปิดขายตั๋วผ่านหน้าเว็บไซต์ของตนเอง คุณสามารถจะตรวจสอบราคา และจองที่นั่งได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ นอกจากนี้สายการบินเองก็ทำโปรโมชั่นของตนเองผ่านเว็บไซต์ ดังนั้นบางครั้งการซื้อด้วยตนเองผ่านเว็บก็อาจจะได้ราคาที่ถูกกว่าการซื้อผ่านตัวแทนอีกด้วย และการซื้อผ่านเว็บไซต์นั้นคุณสามารถชำระค่าตั๋วด้วยบัตรเครดิตได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด

วิธีการชำระเงินค่าตั๋วเครื่องบิน

1. เงินสด ถือเป็นวิธีที่คลาสสิคสุดๆครับ เรียบง่าย วิธีนี้ก็จะใช้กับการซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านตัวแทนนั่นเอง

2. บัตรเครดิต เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการชำระเงินสำหรับค่าตั๋วเครื่องบินที่แน่นอนว่าก็เป็นเงินหลายตังค์ การชำระด้วยบัตรเครดิตผ่านหน้าเว็บไซต์ของสายการบินนั้น (ส่วนใหญ่) จะไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แต่หากว่าคุณชำระด้วยบัตรเครดิตผ่านตัวแทนนั้นอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นมาได้ สำหรับข้อดีของการซื้อผ่านบัตรเครดิตนอกจากจะซื้อก่อน จ่ายทีหลังแล้ว (ซึ่งจะตกใจทุกครั้งที่ได้รับใบสรุปค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน) ข้อดีอีกข้อ ก็คือ การได้รับประกันฟรีทันทีจากธนาคารผู้ออกบัตร ซึ่งรายละเอียดของประกันนั้นจะต้องสอบถามจากทางผู้ออกบัตรนะครับ เพราะแต่ละรายก็ให้สิทธิประโยชน์เหล่านี้ไม่เท่ากัน ประกันที่จะได้รับ เช่น ประกันอุบัติเหตุจากการเดินทาง หรือประกันความล่าช้าของสายการบิน

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเจอเหตุเครื่องบินล่าช้า ทำให้มีค่าใช้จ่ายสำหรับทริปเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้น ผมจึงเห็นว่าประกันจะช่วยได้มากทีเดียว ก่อนจะเลือกใช้บัตรใบไหน ก็ลองตรวจเช็คดูก่อนนะครับ ว่าคุณได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้างจากการชำระค่าตั๋วผ่านบัตรเครดิตของคุณ

อย่างไรก็ตามก็ระมัดระวังในการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ตกันไว้บ้างสักนิดนะครับ ปัจจุบันอาชญากรรมมีเยอะครับ

โพสท์ใน การวางแผนการเดินทาง | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 4 ตะลุยต่างแดน (เมืองเบปปุ และยูฟูอิน ณ ประเทศญี่ปุ่น 1)

หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมเดือนในการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนในการช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางออกต่างแดนแบบฉายเดี่ยวครั้งแรกของผม มาถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2550 เวลาที่ผมรอคอยก็มาถึง เดินทางจากบ้านไปยังสนามบินสุวรรณภูมิพร้อมครอบครัวที่มาส่งกันอย่างพร้อมหน้า คงด้วยความเป็นห่วงสำหรับการบินเดี่ยวครั้งแรกของผม แต่ว่าอีกไม่กี่วันเราก็จะได้เจอกันใหม่ ณ แดนปลาดิบ สำหรับอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 28 บาท ต่อ 100 เยน ซึ่งถ้าใครที่กำลังจะไปเที่ยวญี่ปุ่น ณ ขณะนี้เห็นแล้วคงอยากจะย้อนเวลากลับไป เพื่อได้อัตราแลกเปลี่ยนนั้นแน่นอน เพราะตอนนี้ก็อยู่ที่ประมาณ 38 บาท ต่อ 100 เยนเข้าไปแล้ว หลังจากเช็คอิน และผ่านกระบวนการต่างๆแล้ว ผมก็ไปยังประตู F1A  เพื่อที่เตรียมพร้อมเดินทางไปยังสนามบินคันไซ เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เมื่อขึ้นเครื่องไปสักพัก ก็ได้เวลาที่แอร์โฮสเตสสาวสวยจะมาเสิร์ฟของว่าง ซึ่งก็จะเป็นถั่ว และแครกเกอร์ เมื่อหนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน อีกทั้งระยะเวลาการบินระหว่างกรุงเทพ กับโอซาก้าก็จะใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 6 ชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นผมจึงต้องรีบเข้านอน เพราะการผจญภัยของผมจะเริ่มกันตั้งแต่วันแรกเลยทีเดียว

หลับไปกี่ชั่วโมงไม่อาจจะจำได้ (เพราะนานแล้ว) ก็ถึงเวลาของอาหารเช้ากันแล้ว ซึ่งก็มากันเต็มถาดอย่างที่เห็นกันเลยทีเดียว ทั้งข้าวต้ม บะหมี่พร้อมซอส โยเกิร์ต และผลไม้ เรียกว่าอิ่มอร่อยกันแบบครบ 5 หมู่

เมื่อท้องอิ่มแล้วก็สอดส่ายสายตาออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน ก็ได้พบกับท้องฟ้าสีที่แสนจะสดสวย เมื่อความมืดแห่งรัตติกาลกำลังลาจากไปด้วยแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่อง และทาสีท้องฟ้าด้วยเฉดสีเหลืองแดง สวยงามซะจริงๆเลย นี่แหละนะครับ ความงามของธรรมชาติ ความงามที่อยากจะให้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร

จากนั้นไม่นานนัก ล้อเครื่องบินก็ลงแตะที่แผ่นดินญี่ปุ่น ถึงเวลาที่การผจญภัยในต่างแดนครั้งแรกแบบฉายเดี่ยวของผมกำลังจะเริ่มต้นจริงๆแล้ว หวังว่าการเตรียมการที่ผ่านมา ภาษาอังกฤษที่พอจะสื่อสารได้ และภาษาญี่ปุ่นแบบเด็กอนุบาลของผมจะช่วยนำพาให้การเดินทางครั้งนี้ของผมเป็นไปด้วยความราบรื่น

เมื่อเครื่องลง ก็ถึงเวลาที่จะไปผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งก็ผ่านไปด้วยดี แต่เมื่อพ้นออกไปแล้วนี่ซิ ตามแผนผมก็จะต้องนั่งรถไฟจากสนามบินไปยังสถานีรถไฟในเมืองเบปปุ ก่อนอื่นผมก็จะต้องนำเอกสารการซื้อตั๋ว JR Rail Pass ไปติดต่อเพื่อแลกตั๋วตัวจริงกับทางสำนักงาน JR ซะก่อน ซึ่งก็มิได้หายากนัก ดูตามแผนที่ในเอกสาร และป้ายที่มิได้ชวนงงแบบป้ายสัญลักษณ์ต่างๆของเมืองไทย ที่พาลพาให้หลงซะทุกทีไป เดินออกมาจากอาคารผู้โดยสารของสนามบิน ก็จะมีทางเดินเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟ (ซึ่งก็น่าดีใจจริงๆที่ตอนนี้รถไฟฟ้าที่เชื่อมไปยังสนามบินสุวรรณภูมิก็ได้เปิดให้บริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว) ระหว่างเดินไปก็ดีใจที่เจอสำนักงานของ JR แล้ว ป้ายไฟสีเขียวโดดเด่นเป็นสง่าให้เห็นได้อย่างง่ายดาย ในการไปแลกตั๋วก็เพียงแสดงเอกสารการซื้อตั๋ว JR ที่คุณได้รับมาให้กับเจ้าหน้าที่พร้อมด้วยหนังสือเดินทางของคุณ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ตรวจสอบรายละเอียดต่างๆไม่ว่าจะเป็น ชื่อผู้เดินทาง และที่สำคัญผู้ที่จะใช้ JR ได้จะต้องเป็น Temporary visitor เท่านั้นนะครับ จากนั้นก็แจ้งเจ้าหน้าที่สำหรับวันที่คุณจะเริ่มใช้เจ้าตั๋ว JR Rail Pass เจ้าหน้าที่ก็จะปั๊มวันที่เริ่ม และหมดลงบนบัตร โดยระบุวัน เดือน และปี ซึ่งอย่าตกใจกับปีที่อาจจะประหลาดไปซะหน่อย เนื่องจากเป็นปีแบบญี่ปุ่นนั่นเองครับ

เมื่อได้ตั๋ว JR Pass มาแล้วก็ถึงเวลาที่จะใช้เจ้าตั๋วนี้ไปเบ่งกับเจ้าหน้าที่กันแล้ว ที่ต้องไปเบ่งกับเจ้าหน้าที่เนื่องจากเจ้าตั๋วนี้มิได้เป็นบัตรแบบสมาร์ทการ์ดแบบที่เราใช้กันที่รถไฟฟ้าบ้านเรา หากแต่ว่าจะเป็นบัตรกระดาษนั่นเอง ดังนั้นประตูกั้นจึงไม่สามารถจะอ่านเจ้าตั๋วใบนี้ได้ เวลาที่เราต้องการจะใช้จึงต้องไปโชว์ให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วจึงใช้ประตูแบบพิเศษ (Swing gate) เพื่อผ่านเข้าสู่พื้นที่สถานีรถไฟ ขณะนี้เราอยู่ที่สถานีKansai airport โดยจุดหมายของผมในลำดับแรก ก็คือ Shin-Osaka นั่นเอง ที่มีคำว่า “Shin” นำหน้าก็เพื่อแสดงว่าเป็นสถานีที่รถไฟชินคันเซนวิ่งผ่านนั่นเอง เพราะว่าสถานี Osaka น่ะอยู่ในเมือง แต่เจ้ารถไฟชินคันเซนมิได้วิ่งผ่าน ผมเดาว่าน่าจะเกิดจากเส้นทาง และความเหมาะสม รถไฟชินคันเซนจึงมิได้วิ่งผ่านสถานีหลักของเมืองดังเช่นเมืองอื่นๆ

เมื่อมาถึงสถานี “Shin-Osaka” ได้แล้ว นาทีระทึกสำหรับผมก็กำลังเริ่มต้นขึ้น เพราะผมมีเวลาเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้นในการที่จะเปลี่ยนจากรถไฟขบวนหนึ่ง ไปยังอีกขบวนหนึ่ง ถ้าพลาดไปก็ไม่ถึงตายหรอกครับ แค่ต้องเสียเวลารอเพิ่มอีก 1 ชั่วโมงก็เท่านั้นเอง ซึ่งผมจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เวลาเที่ยวของผมลดลงน่ะสิ อีกทั้งผมเองก็คงยังไม่หาญชาญชัยออกไปเดินเล่นนอกสถานีเป็นแน่แท้ เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่าจะถึงสถานี Shin-Osaka ผมก็มารอเตรียมตัวที่ประตูทันที และเมื่อประตูรถไฟเปิดก็รีบออกไปยังชานชาลา ขณะนั้นสายตาก็สอดส่ายเพื่อที่จะหาป้าย หรือบอร์ดที่แสดงชานชาลาที่ผมจะต้องไปขึ้น ใช้เวลาประมาณ 1 นาทีก็เจอป้ายดังกล่าว ผมรีบจ้ำเท้าจนเกือบจะเป็นวิ่งเพื่อไปยังชานชาลาดังกล่าว ซึ่งผมก็สามารถมาถึงชานชาลาได้ภายในเวลา 6 นาทีจริงๆ

เจ้ารถไฟชินคันเซนจะแบ่งที่นั่งเป็น 2 แบบ คือ ชั้นหนึ่ง (Green car) และธรรมดา (Ordinary car) นอกจากนี้ก็จะมีตู้สำหรับผู้ที่จองที่นั่ง และไม่จองที่นั่งด้วยเช่นกัน ซึ่งการจองที่นั่งก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ผู้ที่ถือบัตรเบ่งนั้นสามารถจองที่นั่งได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมแต่อย่างใด ก่อนจะขึ้นรถไฟก็ดูด้วยนะครับว่าตั๋วเราเป็นแบบไหน และที่ชานชาลาจะมีป้ายบอกว่าตำแหน่งนั้นเป็นตู้ที่เท่าไหร่ เวลายืนคอยจะได้ยืนให้ถูกตำแหน่งนั่นเอง

การเดินทางในวันนี้ของผมยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะผมยังจะต้องเปลี่ยนรถไฟอีกรอบที่เมืองฟูกุโอกะ มาตามกันดูต่อไปนะครับ ว่าผมจะไปเจอเพื่อนตอนบ่ายโมงตามที่ผมได้นัดไว้ได้รึเปล่า แต่บอกให้ว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดกำลังรอคอยผมอยู่

TIPS

1. ปัจจุบันการตรวจสอบตารางเวลารถไฟในประเทศญี่ปุ่น คุณสามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่เข้าไปที่เว็บไซต์ www.hyperdia.com จากนั้นก็กรอกจุดเริ่มต้น จุดหมายปลายทาง เวลาเดินทาง เพียงเท่านี้ระบบก็จะบอกรายละเอียดการเดินทางมาให้คุณแล้ว

2. สำหรับผู้ที่ใช้บัตร JR Rail Pass ส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักเดินทางที่มีสัมภาระไม่เยอะ แบกเป้บุกไปเรื่อยๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะต้องมีการปรับแผนการเดินทางบ้าง ดังนั้นเวลาที่คุณขอแลกตั๋ว JR Rail Pass อย่าลืมขอตารางเวลาการเดินรถของรถไฟชินคันเซนด้วย เพื่อที่ว่าเมื่อคุณต้องการจะปรับเปลี่ยนแผนจะได้เช็คตารางรถไฟได้ทันที

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 3 ร่างแผนก่อนลุย (2)

หลังจากที่ร่างแผนคร่าวๆเสร็จแล้ว จองตั๋วเครื่องบิน พร้อมทั้งได้วีซ่ามาครอบครองเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ต้องปรับเปลี่ยนแผนเนื่องจากครอบครัวต้องการจะเดินทางไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นด้วย ทำให้ต้องปรับแผนเยอะทีเดียว ซึ่งที่บ้านต้องการจะไปทัวร์ ทัวร์ที่ได้ ณ ตอนนั้น กำหนดการคือ การเดินทางเที่ยว 5 วัน 4 คืน โดยครอบคลุมเมืองนารา เกียวโต ภูเขาไฟฟูจิ และกรุงโตเกียว

ผมจึงปรับแผนบางส่วนโดยทริปครั้งนี้ผมจะเดินทางไปก่อน แล้วค่อยไปสมทบกับทัวร์อีกที โดยในครั้งนี้ผมเลือกใช้บริการของสายการบินแจแปนแอร์ไลน์ (JAL) ซึ่งเป็นหนึ่งในสายการบินที่ให้บริการบินตรงจากกรุงเทพฯไปยังเมืองต่างๆของประเทศญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นโตเกียว โอซาก้า หรือนาโกย่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสายการบินอื่นที่ให้บริการบินตรงได้แก่ สายการบินไทย (TG) สายการบินออลนิปปอนแอเวย์ (ANA) และอีกหลายสายการบิน โดยสารการบินที่ยกมาจะมีตารางเวลาบินที่ดี คือ ออกจากกรุงเทพเวลาดึกๆ ไปถึงประเทศญี่ปุ่นก็ตอนเช้ามืด ทำให้ไม่เสียเวลาในการเดินทาง ได้เที่ยวแบบเต็มๆ

อย่างไรก็ตามสำหรับใครที่ต้องการประหยัดงบประมาณก็สามารถเลือกสายการบินอื่นๆที่ตารางการบินอาจจะไม่ดีมากนัก คือ ออกจากกรุงเทพเช้ามืด แล้วไปถึงญี่ปุ่นช่วงบ่ายๆ ได้แก่ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ (UA) สายการบินเดลต้า (DA) อีกหนึ่งทางเลือกก็คือ การบินโดยไปแวะยังประเทศอื่นก่อน ซึ่งค่อนข้างจะเสียเวลามากกว่า หากว่าไม่ได้ราคาที่ประหยัดจริงๆ ก็ไม่ค่อยจะแนะนำสักเท่าไหร่นะครับ เพราะปกติบินกรุงเทพไปญี่ปุ่นจะใช้เวลาแค่ 5-7 ชั่วโมงเท่านั้น แต่การบินแบบนั้นอาจจะใช้เวลามากถึง 10 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น

เหตุที่ผมเลือกบินด้วยแจแปนแอร์ไลน์เนื่องจากต้องการจะซึมซับบรรยากาศของญี่ปุ่น ให้เต็มที่ตั้งแต่ขึ้นเครื่อง  อีกทั้งราคาที่ได้ก็ถือว่าไม่แพงมากนัก ผมเลือกที่จะไปลงสนามบินคันไซ เมืองโอซาก้า และกลับจากสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ซึ่งผมซื้อพร้อมทั้งตั๋วรถไฟ JR Rail Pass ซึ่งจะซื้อได้เฉพาะชาวต่างชาติที่เดินทางไปท่องเที่ยวชั่วคราวเท่านั้น รวมตั๋วเครื่องบิน และตั๋วรถไฟ ราคาอยู่ที่ 32,000 บาท

แผนการเดินทางสำหรับผมหลังจากปรับเปลี่ยนแล้ว คือ บินออกจากกรุงเทพในวันที่ 11 พฤษภาคม และบินกลับในวันที่ 20 พฤษภาคม 2550 ด้วยสายการบินแจแปนแอร์ไลน์ โดยเมื่อลงถึงสนามบินคันไซ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ นำ Voucher ไปแลกตั๋ว JR Pass เพราะถ้าไม่มีตั๋วใบนี้การเดินทางในญี่ปุ่นด้วยรถไฟหัวจรวด (Bullet train) คงจะทำให้ผมจนแน่ๆครับ จากนั้นผมก็จะนั้งรถไฟจากสนามบินไปหาเพื่อนผมที่เมืองเบปปุ (Beppu) ซึ่งผมก็จะต้องเปลี่ยนรถไฟอยู่หลายขบวนทีเดียว ซึ่งเพื่อความไม่ประมาท ผมก็ให้เพื่อนผมจัดการส่งตารางเวลารถไฟ หมายเลขขบวนรถไฟ ชานชาลา รวมไปถึงตารางรถไฟต่อไปหากผมเกิดพลาด โดยให้เพื่อนส่งมาทั้งภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น เนื่องจากก็เข้าใจดีว่าคนญี่ปุ่นแม้ในปัจจุบันก็ยังพูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างจะจำกัด เพราะฉะนั้นมีตัวภาษาญี่ปุ่นไว้ด้วย จะทำให้ผมอุ่นใจมากกว่านั่นเอง หากเกิดปัญหาว่าผมหารถไฟไม่เจอ

แผนการเดินทางคร่าวๆของผมสำหรับทริปครั้งนี้เป็นดังนี้

11 พ.ค. ออกจากสนามบิน

12 พ.ค. ลงที่สนามบินคันไซ เมืองโอซาก้า เดินทางไปยังเมืองเบปปุ จากนั้นไปเที่ยวที่เมืองยูฟูอิน พักที่เมืองเบปปุ

13 พ.ค. เที่ยวในเมืองเบปปุ พักที่เมืองเบปปุ

14 พ.ค. เดินทางออกจากเบปปุ ไปยังกรุงโตเกียว โดยแวะเที่ยวที่เมืองฮิโรชิม่า และฮิเมจิ พักที่เมืองโตเกียว

15 พ.ค. เที่ยวเมืองโยโกฮาม่า พักที่เมืองโตเกียว

16 พ.ค. เดินทางไปเจอครอบครัวพร้อมกลุ่มทัวร์ที่เมืองเกียวโต จากนั้นเที่ยวในเมืองเกียวโต พักที่เมืองนาโกย่า

17 พ.ค. เดินทางไปขึ้นภูเขาไฟฟูจิ พักที่เมืองชิซุโอกะ

18 พ.ค. เที่ยวที่ทะเลสาบอะชิ เดินทางเข้ากรุงโตเกียว พักที่โตเกียว

19 พ.ค. เที่ยวที่สวนสนุกดิสนีแลนด์

20 พ.ค. เดินทางกลับมาตุภูมิ ราชอาณาจักรไทย

หลังจากวางแผนเสร็จ ตอนหน้าเราก็จะเริ่มออกเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นกันแล้วครับ

TIPS

  1. การซื้อตั๋วเครื่องบิน หลายๆคนอาจจะเคยชินกับการซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย (Travel agency) ซึ่งก็สะดวกดีสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาในการหาข้อมูลมากนัก อีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวด้วยตนเอง แนะนำให้ลองเช็คราคาค่าตั๋วเครื่องบินจากหน้าเว็บไซต์ของสายการบินนั้นๆก่อนด้วย เนื่องจากปัจจุบันสายการบินก็มีการทำโปรโมชั่นบนหน้าเว็บตัวเองด้วย ซึ่งบางครั้งก็จะถูกกว่าการซื้อผ่านเอเย่นต์ด้วยซ้ำไป อีกทั้งการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตผ่านช่องทางนี้ก็จะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมอีกด้วย
  2. การซื้อตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่น พร้อม JR Rail Pass หากว่าคุณต้องการที่จะซื้อตั๋วรถไฟ JR Rail Pass ด้วยอยู่แล้ว ก็อาจจะลองเช็คตัวแทนบางรายซึ่งจำหน่ายเป็นแพ็คคู่สำหรับตั๋วเครื่องบิน พร้อมตั๋วรถไฟ ซึ่งอาจจะทำให้ได้ราคาที่ประหยัดการแยกกันซื้อ
  3. การซื้อตั๋ว JR Rail Pass แม้ว่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และประหยัดมากๆ แต่คุณควรจะลองคำนวณคร่าวๆดูก่อนว่าหากไม่ใช้ตั๋วแบบนี้แล้ว ทางเลือกอื่นเป็นอย่างไร เพราะหากคุณเดินทางเที่ยวแค่เมืองใกล้ๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องซื้อตั๋วประเภทนี้ก็ได้ และตั๋ว JR Rail Pass ก็จะสามารถใช้ได้กับรถไฟของบริษัท JR เท่านั้น ไม่สามารถจะใช้ได้กับรถไฟที่ให้บริการโดยบริษัทอื่น ยกเว้นบางเส้นทาง รายละเอียดของเงื่อนไขการใช้บัตรสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ครับ http://www.japanrailpass.net/eng/en001.html  
Type: Green Ordinary
Duration Adult Child Adult Child
7-day 37,800 YEN 18,900 YEN 28,300 YEN 14,150 YEN
14-day 61,200 YEN 30,600 YEN 45,100 YEN 22,550 YEN
21-day 79,600 YEN 39,800 YEN 57,700YEN 28,850 YEN
โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 2 ร่างแผนก่อนลุย (1)

การเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นแบบลุยเดี่ยวชนิดไม่ง้อคนนำทางครั้งนี้ แรงบัลดาลใจสำคัญอย่างนึงคือการได้อ่านหนังสือที่บอกเล่าประสบการณ์ของชายคนนึง ที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่บุกเข้าแดนปลาดิบอย่างไม่หวาดเกรง และได้รับประสบการณ์ที่ดีจนนำมาเขียนเป็นหนังสือ ทำให้หนุ่มตี๋อย่างผมก็เลยของลองดูบ้าง เพราะถ้าเค้าทำได้ ผมก็ย่อมจะทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามผมเองก็มีตัวช่วยสำคัญ คือ เพื่อนชาวเกาหลี และญี่ปุ่นที่ได้รู้จักเนื่องจากเค้าเคยมาฝึกงานกับผมมาก่อน ขอขอบคุณเพื่อนทั้งสองที่ทำให้ทริปลุยต่างแดนครั้งแรกของผมเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

หลังจากเกิดความมุ่งมั่นในการจะออกเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นแล้ว สิ่งสำคัญสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวก็คือ แผนการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดินแดนที่มิได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักเช่นนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงในการวางแผนหลักๆก็มีอยู่ด้วยกัน 2 ประการ เงินทุน และเวลา ซึ่งใครจะใช้อะไรเป็นปัจจัยหลักก็ตามแต่ สำหรับผมในทริปแรก คือ งบ 5 หมื่นบาท กับการตะลุย 9 วันในญี่ปุ่น แน่นอนว่าถ้าผมเลือกที่จะไปกับกลุ่มทัวร์ด้วยงบเท่านี้ ผมก็จะได้เที่ยวเพียงแค่ 5 วัน 4 คืน อีกทั้งจะต้องเสียเวลากับการเดินทางบนรถทัวร์ที่อาจจะต้องเผชิญกับปัญหาการจราจรด้วยเช่นกัน

สำหรับช่วงเวลาที่ผมเลือกที่จะเดินทางในทริปนี้ก็คือ ช่วงสงกรานต์นั่นเอง ด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ เป็นช่วงวันหยุดยาวดังนั้นก็ใช้วันลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น และเหตุผลประการที่สองก็คือ อยากจะไปชมซากุระบานซะเหลือเกิน เมื่อตัดสินใจได้ก็ดำเนินการขั้นต่อไป คือ การซื้อตั๋วเครื่องบิน ณ ขณะนั้นเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2550 ผมเพิ่งจะรู้ว่าการหาตั๋วเครื่องบินในช่วงเวลาสงกรานต์ช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นเสียเหลือเกิน อีกทั้งราคาก็ทำเอาผมตกใจ และเริ่มไม่มั่นใจกับงบประมาณที่ได้ตั้งไว้ ว่าจะพอกับทริปครั้งนี้รึเปล่า แต่เมื่อวางเป้าหมายไว้แล้ว ก็อย่ารีรอลุยอย่างเดียว

อีกเรื่องนึงที่ต้องจัดการสำหรับทริปครั้งนี้ก็คือ การขอวีซ่า ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมจะขอวีซ่าด้วยตนเอง ด้วยเงินเดือนอันน้อยนิดทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการขอวีซ่ามากนัก จึงเริ่มใช้ตัวช่วยประการแรก คือ เพื่อนชาวญี่ปุ่นของผมนั่นเอง ส่งเมล์ไปเพื่อให้เพื่อนช่วยเขียนจดหมายรับรองให้ เพื่อเป็นหลักฐานประกอบในการขอวีซ่า พร้อมแนบรูปถ่ายไปยืนยันสถานทูตอีกด้วย เพื่อความมั่นใจว่าผมจะต้องได้วีซ่ามาติดบนหนังสือเดินทางของผม ซึ่งผลก็ไม่ได้ทำให้ผมผิดหวังจริงๆ โดยวีซ่าสำหรับประเทศญี่ปุ่นจะมีอายุ 90 วัน วีซ่าผมสามารถใช้ได้ระหว่างวันที่ 17 มีนาคม 50 ไปจนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 50

อีกเรื่องนึงที่ต้องคิดก็คือ ที่พัก ซึ่งครั้งนี้ผมก็ได้ใช้บริการของตัวช่วย คือ เพื่อนผมทั้ง 2 คน คือ เมืองเบปปุ เมืองทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องของน้ำแร่อย่างมาก และเมืองโตเกียว มหานครที่ขึ้นชื่อเรื่องค่าครองชีพที่สูงอันดันต้นๆของโลกเลยทีเดียว เรื่องสำคัญต่อไปก็คือ การเลือกสถานที่ที่จะไปเที่ยว เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีเมืองที่คุ้นหูอยู่มากมาย ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง และสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว มหานครแห่งเอเชีย เกียวโตเมืองหลวงเก่าที่เต็มไปด้วยวัดอันสวยงามมากมาย ฮิโรชิม่าเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำลายลงด้วยระเบิดปรมาณู และอีกมากมาย การเลือกเมืองในการเดินทางของผมครั้งนี้ ใช้ที่พักเป็นตัวกำหนด เพราะที่พักฟรีนั่นเอง จึงลงเอยด้วยเมืองเบปปุ เมืองยูฟูอิน เมืองฮิโรชิม่า เมืองเกียวโต เมืองโตเกียว เมืองโยโกฮาม่า

สุดท้ายเลยสำหรับการเดินทางด้วยตัวเอง ก็คือ การเดินทางในประเทศญี่ปุ่น เพราะตั้งแต่ลงสนามบินเราก็จะอยู่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย แค่คุ้นหูกับชื่อ ชินคันเซน หรือเจ้ารถไฟหัวจรวดที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคนต่างชาติที่เข้าไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบชั่วคราวที่จำเป็นต้องเดินทางเยอะๆ ก็ต้องไม่พลาดที่จะซื้อ JR Rail Pass ซึ่งจะทำให้การเดินทางในญี่ปุ่นง่าย และประหยัดขึ้นเยอะ

การวางแผนการเดินทางคร่าวๆค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละน้อย แต่แล้วก็เกิดอาการสะดุด ส่วนสาเหตุจะเป็นอะไร ติดตามได้ในตอนต่อไปครับ

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | แสดงความคิดเห็น

ตะลุยแดนอาทิตย์อุทัย ปี 1 ตอน 1 แอบส่องก่อนไป

แดนอาทิตย์อุทัย ที่ถูกขนานนามจากรูปลักษณ์ของธงประจำชาติของประเทศแห่งนี้ ประเทศญี่ปุ่น จากวงกลมสีแดงบนพื้นสีขาว เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์อัสดงนั่นเอง เป็นหนึ่งในดินแดนในฝันที่ผมอยากจะไปเยือนสักครั้งมานานแสนนาน คงจะเป็นเพราะการ์ตูนทั้งหลายที่พาเหรดยกขบวนจากญี่ปุ่นมายังเมืองไทยมากมาย

ตั้งแต่เจ้าหุ่นยนต์แมวอ้วนสีฟ้าที่มีกระเป๋าหน้าท้องซึ่งสามารถหยิบของวิเศษออกมาได้แบบไม่จำกัด เจ้าตัวการ์ตูนที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว และอีกมากมายหลายเรื่องที่ผมต้องเสียตังค์ซื้อมาอ่าน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังอ่านอยู่หลายเรื่องทีเดียวเลยล่ะครับ

โตขึ้นมาก็เริ่มจะรู้จักกับประเทศแห่งนี้มากขึ้นกับวัฒนธรรมการกิน ปลาดิบ ถือเป็นอาหารจานเด็ดที่ขึ้นชื่อของประเทศนี้เลยทีเดียว แต่ผมเองชอบของทอดทั้งหลายซะมากกว่า เนื้อหมูชิ้นโตคลุกเคล้ากับแป้ง ไข่ และเกร็ดขนมปัง จากนั้นก็นำลงไปทอดจนภายนอกกรุบกรอบ จนได้มาเป็น ทงคัตซึ

 

จากนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่ยั่วยวนต่อมความอยากเดินทางของผม ก็คือ วิวทิวทัศน์อันแสนจะสวยงามของประเทศญี่ปุ่น แถมแต่ละฤดูก็ให้บรรยากาศที่ต่างกันออกไป ดอกซากุระที่ผลิดอกทั่วประเทศญี่ปุ่น หลากหลายสายพันธุ์ จากนั้นก็เข้าสู่ฤดูร้อนที่ดอกไม้ต่างๆผลิดอกงดงามเต็มที่ โดยเฉพาะทุ่งลาเวนเดอร์บนเกาะทางเหนือของญี่ปุ่น จากนั้นใบไม้เปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลืองและแดงของฤดูใบไม้ร่วง ก่อนที่จะร่วงโรย แล้วเข้าสู่หน้าหนาว ฤดูที่หิมะขาวโพลนจะเข้าปกคลุมผืนแผ่นดินจนทั่ว

เหตุผลสุดท้ายที่ผมตัดสินใจฉายเดียวออกเดินทางจากแผ่นดินบ้านเกิดไปอย่างลำพังครั้งแรกในชีวิต ก็เพื่อไปหาเพื่อนชาวเกาหลี และญี่ปุ่นของผมที่เรียนอยู่ที่นั่น เอาละถึงเวลาที่จะออกเดินทางไปท่องโลกแบบไม่ง้อทัวร์กับตี๋หนุ่มอย่างผมกันแล้ว มาดูกันสิครับ ว่าหนุ่มตี๋ที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ชนิดนับคำได้ จะเอาตัวรอดในแดนอาทิตย์อุทัยกันได้อย่างไร

โพสท์ใน ญี่ปุ่น (Japan) | 2 ความเห็น